เคยฝันว่าอยากไปเที่ยวอังกฤษ แต่ไม่คิดว่าความฝันนั้นมันจะกลายเป็นจริงได้เร็วขนาดนี้
เมื่อบริษัทที่เราเคยทำงานอยู่นั้น ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าบริษัทหนึ่ง
ให้พาผู้โชคดีจากการจับฉลากชิงโชคให้ไปดู "ศึกแดงเดือด" แมนยู - ลิเวอร์พูล เมื่อฤดูกาลที่แล้ว
และเราก็ได้ติดตามไปดูแลลูกค้ากรุ๊ปนั้นด้วยค๊าาา ดีใจแทบจะเป็นลม
 
ผู้เดินทางกว่า 80 คน กับทริป 8 วัน 5 คืน "London - Liverpool - Manchester" ทำให้เราลืมอังกฤษไม่ได้จริงๆ
ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน รวมทั้งเรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ ก็ได้เจอ
เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวอีกครั้งที่ชอบมากทริปนึงเลยทีเดียว
 
ก่อนเดินทางเราแอบเครียดเรื่องเตรียมของ เพราะเกิดมายังไม่เคยเจออากาศหนาวขนาดศูนย์องศา
แต่ก็เตรียมไปเต็มที่อยู่เหมือนกัน เพื่อนแนะนำให้ซื้อ Heatech ไปใส่ด้วย เราเลยตรงไป Uniqlo
ซึ่งเป็นที่เดียวที่เราเคยเห็น แต่พอไปถึง Heatech ที่ว่าเหลืออยู่ไม่กี่ตัว แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ยังมีไซส์เราอยู่
คนขายบอกเราว่า ช่วงเดือนกุมภานั้น เป็นช่วงที่ summer collection จะเข้ามาแทน winter collection แล้ว
ซึ่งจะบอกว่า Heatech นี่ไม่ได้มีขายตลอดนะจ๊ะ ถ้าจะไปเที่ยวประเทศฝั่งยุโรป หรือฝั่งออสเตรเลีย
ให้เตรียมซื้อไว้ตั้งแต่เข้าหน้าหนาวเลยจะดีที่สุด
 
เราออกเดินทางด้วยเครื่องบินหางม่วง ...ใช้เวลากว่า 13 ชั่วโมงในการเดินทาง เรียกได้ว่านอนย๊าวววว
ประมาณตี 4 ของเช้าวันนั้น เราเอนตัวขึ้นจากเก้าอี้แบบงัวเงีย เพราะแอร์ฯ คนสวยเอาอาหารมาเสิร์ฟถึงที่
เพิ่งรู้วันนั้นว่า Breakfats in bed มันเป็นเยี่ยงนี้เอง 555 
 
อีกไม่นานเสียงตามสายจากกัปตันก็แจ้งว่า 
"ขณะนี้เราอยู่เหนือน่านฟ้าลอนดอนแล้ว แต่เรายังไม่สามารถนำท่านผู้โดยสารลงสู่ท่าอากาศยานฮีทโทลได้"
ผู้โดยสารก็บ่นกันงึมงัมๆ จะปลุกแต่เช้าทำไมเนี่ย..$%&*#@+&%
 
 
ไกด์ที่มาด้วยเล่าให้ฟังว่า เนื่องจากสนามบินฮีทโทลเปิดทำการ 6 นาฬิกา เครื่องเลยไม่สามารถลงจอดได้
ในขณะที่กัปตันเราซิ่งไปถึงประมาณตี 5 ตามเวลาท้องถิ่น
ผู้โดยสารก็เลยได้นั่งดูท้องฟ้าของลอนดอนเล่นๆ เกือบ 1 ชั่วโมง
พร้อมทั้งเตรียมพร้อมรับอากาศหนาว 1 องศา ณ ภาคพื้น..บรึ๋ย เกิดมาเพิ่งเคยเจอ หนาวได้อีก
 
หลังจาก Landing สิ่งที่เราคาดไว้ก็เป็นจริง อากาศที่อังกฤษเป็นอย่างที่เพื่อนบอกมา..
ฝนโปรยลงมารับคนไทยอย่างเรา ในวันที่อากาศหนาวเกือบติดลบแบบนี้จนได้ -_-'
เราพยายามมองหาดวงอาทิตย์เพื่อที่จะทักทายในยามเช้าอย่างเป็นทางการ
แต่ไม่ว่าจะมองไปทิศไหนเราก็เห็นแต่เมฆฝน... แล้ววันนี้จะเป็นยังไงนะ เอาล่ะ เที่ยวกลางสายฝนก็ได้
 
จุดหมายแรกที่กรุ๊ปเราเดินทางไป เป็นเมืองที่อยู่ห่างจากลอนดอนประมาณ 1 ชั่วโมง
เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่และยังมีโรงเรียนเอกชนชื่อดังอยู่ที่นี่ด้วย
ใช่แล้วเราเดินทางมาที่ Windsor และแน่นอนว่าเราต้องมาเที่ยวที่ ปราสาทวินเซอร์ (Windsor Castle)
 

 
ปราสาทแห่งนี้นับเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์
ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 เมื่อประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว
พระราชวัง (ปราสาท) แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของพระราชวงศ์
แต่หากเกิดสงครามที่นี่ก็ยังใช้เป็นป้อมปราการที่แน่นหนา
 
ปัจจุบันนี้ ในทุกๆปีจะมีเชื้อพระวงศ์มาพักผ่อนที่นี่อยู่เสมอ
โดยเฉพาะสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มักทรงใช้เวลาวันสุดสัปดาห์หลายวัน
ที่พระราชวังวินด์เซอร์เป็นทั้งที่จัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ 
 
 
พระราชวังแห่งนี้มีพื้นที่หลักๆ ที่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ได้แก่
 - ห้องโถงต่างๆ ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ของราชวงศ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนี้ประกอบด้วยหลายห้อง ทั้งห้องจัดเลี้ยง ห้องบรรทม ห้องทรงงาน ห้องเครื่องทอง ห้องเครื่องเคลือบ
ห้องที่เราประทับใจที่สุด จะเป็นห้องที่รวบรวมชุดเกราะในสมัยโบราณ ที่มีทั้งอาวุธ เกราะคน เกราะม้า
ที่ผ่านสงครามมาแล้ว บรรยากาศในห้องนั้นทำให้เราขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
- โบสถ์เซนต์จอร์จ (St.George’s Chapel) ที่มีความงดงาม ความสำคัญที่สุดของที่นี่
และยังเป็นที่ฝังร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญอีกด้วย
 - Queen Mary’s Dolls House เป็นสถานที่จัดแสงบ้านตุ๊กตาของสมเด็จพระราชินีแมรี่
ของทุกชิ้นในห้องนี้ล้วนแต่มีความปราณีตและเหมือนจริง ทำให้อยากจะย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
 - ห้องจัดแสดงภาพของพระราชวงศ์ในอริยาบถต่างๆ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน ในห้องนี้มีหลายภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มีหลายภาพทีเดียวที่เรารู้สึกประทับใจมาก
 
 โซนหลักทั้งหมดนั้น ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายใน เราจึงเก็บได้แต่บรรยากาศด้านนอกมาฝากแทนจ้า
 
และโชคดีที่เรามาทันการเปลี่ยนสับทหารรักษาพระองค์พอดีเลย
 
 
เรามุ่งหน้าเข้าสู่ลอนดอนเพื่อไปทำให้เราอิ่มท้องด้วยอาหารจีนกัน เราตรงไปที่ย่าน Baywaters
เพื่อลิ้มรสเป็ดย่างชื่อดัง มาถึงลอนดอนทั้งที เราจึงไม่พลาดทั้ง Goldmind และ Four Season
ทั้งสองร้านนี้มีชื่อเสียงเรื่องเป็ดย่างด้วยกันทั้งคู่ บางคนที่ได้ทานมาทั้งสองร้านต่างบอกว่ารสชาติไม่ต่างกัน..
 
มีเรื่องเล่ากันว่า Four Season เป็นต้นตำรับของเป็ดย่างที่ยากจะหาใครเทียบได้ในลอนดอน
หลังจากร้านเป็นที่แพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นได้หลายปี
อยู่มาวันนึงพนักงานของ Four season เกือบทั้งร้านได้ยกทีมลาออก
แล้วไปเปิดกิจการที่คล้ายกันนี้ในห้องแถวที่ห่างไปไม่กี่ห้อง ภายใต้ชื่อร้าน Goldmind...
ฟังแล้วมันน่าเจ็บใจแทนจริงๆ เนอะ
 
 
 สำหรับเราแล้ว เราติดใจในความอร่อยที่ลงตัวของเป็ดย่าง Goldmind
ที่หนังจะบางกรอบมากกว่า Four Season ที่มีมันใต้หนังมากกว่า พอกินไปมากๆ เลยเลี่ยน
แต่สำหรับหมูกรอบและหมูแดงของ Four Season เหนือกว่า Goldmind อย่างชัดเจน
อาหารจีนจานอื่นๆ ก็รสชาติใกล้เคียงกัน สรุปแล้วความอร่อยของทั้งสองร้านให้ 10 คะแนนเลย
แต่การบริการไม่ขอพูดถึงคะ แฮ่ๆ ..
 
แหม..พูดมาขนาดนี้จะไม่ให้พูดถึงก็ไม่ได้ ในทริปนี้เราไปในฐานะสต๊าฟดูแลลูกค้า เราเลยเจอมากับตัวเอง
เรื่องที่เราช่วยทางร้านเสิร์ฟนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องทำอยู่แล้ว
เพราะไกด์ประจำกรุ๊ปบอกว่าที่ยุโรปบริการค่อนข่างแย่ อย่าไปคิดว่าเค้าจะทำให้เราเหมือนอยู่ที่เมืองไทย
แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ไกด์บอก เพราะพนักงานคนนึงพูดกับเราว่า ..
คนไทยที่มาที่ร้านมักคาดหวังว่าจะได้โน่นนั่นนี่อย่างที่เคยได้ที่เมืองไทย
ขอให้ยูจำไว้ว่าไทยแลนด์น่ะเป็น The Best Service แล้ว..โอ้ว จริงเหรอเนี่ย
 
หลังจากปากมันจากเป็ดย่าง หมูแดงและหมูกรอบแล้ว ก็ถึงเวลาเที่ยวกันอีกครั้ง
เราออกจากย่าน Baywater ช่วงบ่ายแก่ๆ ลัดเลาะไปตามถนนสายหลักของลอนดอน
และรถโค้ชได้หยุดที่ริมฝั่งตอนใต้ของแม่น้ำเทมส์
 
ท่ามกลางสายฝนโปรย สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าคือ วงล้อชิงช้าขนาดใหญ่ ที่มีชื่อว่า "London Eye"
หรือ British Airways London Eye หรือ Millenium Wheel (แหม มีหลายชื่อจริงๆ เลยตะเอง)
 
 
หลังจากที่เราได้ตั๋วแล้ว ก็ไม่รอช้าที่จะไปเข้าคิว ซึ่งโชคดีมากที่ในวันนั้นอากาศแปรปรวน
นักท่องเที่ยวจึงบางตา ทำให้เราไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงที่จะขึ้นเจ้าแคปซูลยักษ์ ต่อแถวได้ไม่นาน
แคปซูลใสที่ด้านในมีม้านั่งอยู่ตรงกลาง ก็มาจอดเทียบตรงหน้า สมาชิกเกือบ 30 คน
ได้ก้าวเข้าไปสู่แคปซูลนั้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกัน
 
 
แคปซูลนั้นถูกออกแบบมาอย่างดี เราสามารถมองเห็นวิวได้รอบด้าน ทุกทิศของลอนดอนเรามองเห็นได้จากบนนี้
เป็นเวลากว่า 15 นาทีวงล้อค่อยๆ พาแคปซูลไต่ระดับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดถึง 135 เมตร พวกเราที่อยู่ในนั้น
ต่างก็ตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์เบื้องล่างที่เราได้มองเห็น
ม้านั่งที่อยู่ตรงกลางเหมือนจะไร้ความหมายถ้าเทียบกับราวเหล็กที่อยู่รายรอบกระจกนั่น
 
 
ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจก็ไม่ได้ทำให้ภาพความสวยงามของลอนดอนดูจืดจางไป
กลับทำให้เราเห็นถึงความคลาสสิกที่แฝงตัวอยู่ใต้แสงหม่นของท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
 
เราเลยอดไม่ได้จริงๆ ที่จะรัวชัดเตอร์เก็บรูปเอาไว้ ขณะที่เรากำลังหลงไหลไปกับภาพที่อยู่หลัง View Finder
ก็มีเสียงพี่คนนึงบอกกับเราว่า
 
"จะมองอยู่หลังกล้องทำไมล่ะ เอาตาออกมาดูของจริงสิ แล้วใช้ใจเก็บรูปภาพเอาไว้ ..
แล้วมือน่ะ ปล่อยกล้องซะ ไปทาบกระจกเอาอากาศเย็นๆ ติดมือกลับบ้านไป"
โหวว.. มันโดนอ่ะ แล้วเราจะยังถือกล้องได้อยู่อีกเหรอ ??
 
นั่นสินะ ถ้าเรามัวแต่ถ่ายรูป เราก็จะเล่าเรื่องได้แค่จากในรูป เราคงบรรยายความรู้สึกไม่ได้ทั้งหมดเหมือนที่เราใช้สองตาเราดูอย่างแน่นอน..นี่คงเป็นที่มาของชื่อ London Eye..ให้ใช้ "ตา" มอง "ลอนดอน"
 
 
เอนทรีหน้าจะพาไป..บุกรังปีศาจแดง Old Trafford Stadium กันนะคะ
 

Comment

Comment:

Tweet

@piyanar จัดไปค่า confused smile confused smile

#9 By SevendayZ on 2012-09-24 11:16

ต้องหาเวลาไปมั่งละ confused smile confused smile

#8 By ปิยะ99 on 2012-09-23 19:49

@mysweetseoul ช่ายแล้วคะ ถ้าเป็นเจ้าของร้านคงจะกริ้วมากทีเดียวเลยsad smile sad smile
@Kaw big smile big smile

#7 By SevendayZ on 2012-09-21 16:31

I really envy you!

#6 By Kaw (103.7.57.18|27.55.0.213) on 2012-09-21 15:34

Hot! Hot! Hot! Hot!
น่าไปจังเลย~~~~~
อ่านเรื่องเป็ดแล้วเคืองแทน คงรู้สึกเหมือนโดนหักหลังยังไงยังงั้น angry smile
@nirankas ดีนะที่ห้ามตัวเองไว้ทัน 555 open-mounthed smile open-mounthed smile

#4 By SevendayZ on 2012-09-21 08:03

ดีใจด้วยนะ
เพราะถ้าเป็นลมไปซะก่อนคงอดไป
ภาพประทับใจ
บางทีก็ต้องได้เห็นกับตานะ
สอง ฮ่าๆๆ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#3 By Nirankas on 2012-09-20 21:52

@anatrony   ขอบคุณคร๊าบคุณพี่ รีบเก็บตังค์ไปฮันนีมูนเล๊ยยยconfused smile confused smile

#2 By SevendayZ on 2012-09-20 14:59

เพลินดีนะ... ​London Eye..ให้ใช้ "ตา" มอง "ลอนดอน"
หวังว่าซักวันจะได้ไปมั่ง...