โหล โหล โหล  ฮาโหล..ดอมเต็ล 
เชื่อว่าในวัยสะรุ่น ตอนต้นจนถึงตอนปลายๆ อย่างเราๆ น้อยคนนักที่ยังไม่เคยไปเชียงใหม่
เจ้าของบล็อกเองก็ไปเชียงใหม่ทุกปีเลย ถ้าไม่นับว่าไปจัดงานที่นั่นปีละไม่ต่ำว่า 1 คร้้ง ก็ไปเที่ยวปีครั้งคะ (เค้าเรียกว่าบ่อยเหรอ 55)
 
ตอนแรกที่ไปจัดงาน (แต่ก่อนทำอีเวนท์คะ) ทุกๆ คนในทีมต่างร่ำร้องว่าขอไปเชียงใหม่กันให้ได้ ไม่ว่าร้อนแค่ไหน หรือปีใหม่คนจะเยอะมหาศาล แต่ละคนก็ตั้งตารอที่จะไปแอ่วเจียงใหม่กัน เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปเชียงใหม่
 
สำหรับคนที่ชื่นชอบตื๊ด ตื๊ด ปาร์ตี้เฮฮาก็ยิ่งชอบ เพราะสีสันในตอนกลางคืนของเชียงใหม่เป็นที่ร่ำลือไม่น้อยไปกว่ากรุงเทพเลย แต่สำหรับเราที่ไม่ได้ไปทางนั้น เราก็มีทางของเรา
 
เชียงใหม่สำหรับเรา เป็นเมืองใหญ่ที่ปะปนไปด้วยกลิ่นของอารยธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ที่กลมกลืนไปกับความเป็นเมืองได้อย่างลงตัว ด้วยอากาศที่แสนจะชิลล์ด้วยมั้ง ทำให้ที่นี่เหมาะกับการมาเที่ยวแบบสโลว์ๆ นะ
 
ครั้งนี้จุดหมายจริงๆ ของเราคือเชียงราย เชียงใหม่เป็นแค่ทางผ่าน เพราะเที่ยวมาทั่วแล้ว ก่อนกลับกรุงเทพเราจึงแวะชิลล์ที่นี่แค่ 1 วัน 1 คืน การมาในครังนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่เคยมาคือการที่เราเลือกที่พักแถวนิมมานฯ
แถวนี้มีที่พักเก๋ๆ ให้เลือกมากมายทีเดียว แต่เราเลือก "ฮาโหล ดอมเต็ล" นิมมานฯ ซอย 13 เป็นที่อยู่ของเราในคืนนั้น
 
ในตอนค่ำวันนั้น เราเดินทางมาจากเชียงรายกว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งเราไม่คิดว่าเมืองเชียงรายกับเชียงใหม่นั้นจะใช้เวลาเดินทางยาวนานขนาดนี้ แต่ดูวิวข้างทางมาตลอด ก็ถือว่าชดเชยกันได้ ช่วงพลบค่ำพระอาทิตย์สวยจับใจ
เมื่อรถทัวร์จอดที่อาเขตใหม่(ที่สุด) -- เพิ่งรู้ว่ารถมาจอดที่อาเขต 3 ลงจากรถถึงกับงงเลยทีเดียว ไปไหนไม่ถูก
พอดีเดินมาเจอวินรถแดง ป้าคุมวินกวักมือเรียก
.."จะไปไหนเหรอหนู" .."กลางซอยนิมมานฯ 13 คะ" เราตอบ
ป้าบอกว่า "สองคน 150 บาทนะ ตอนนี้ค่ำแล้วไม่มีวินหรอก มีแต่รถเหมา ไปแล้วกัน"
เรากะแฟนมองหน้ากัน ยังไม่ทันตกลง ป้าก็เอากระเป๋าเราขึ้นรถแล้ว.."ไปก็ไปวะ หุหุ"
 
ระหว่างทางนั้น บอกตรงๆ ว่าตื่นตากับเชียงใหม่ในปีนี้มาก บ้านจัดสรร คอนโด ศูนย์การค้าใหญ่มหึมา เรียงรายอยู่ตามถนน ไม่มีช่องว่างเหลือให้ดูวิวอีกต่อไป .. ถ้าเราเป็นคนเชียงใหม่ เราคงไม่ชอบใจนัก ที่บ้านเมืองเราจะกลายเป็นเมืองกรุงจริงๆ แล้ว
 
และเมื่อรถแดงเข้ามาถึงเส้นนิมมานฯ .. ถนนเส้นนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ คึกคักไปด้วยผู้คน และรถรา
พอผ่านซอย 11  ไป ป้าก็ตะโกนมาบอกเราว่า "ไอ่หนู ลงปากซอยแล้วกันนะ ซอยนี้เค้าไม่ให้รถเข้า"
O_o "เอ่อ อ่อ อืมมม" รถด้านหลังบีบแตรไล่แล้ว ลงก็ลงวะ
กระเป๋าใบโตสองใบ ถือกันเข้ามากลางซอย เหนื่อยใช่เล่นนะ
"จำไว้เลยป้า ไม่รู้หรือไงว่ามันเป็นวันเวย์" เรานึกในใจ
 
เดินมาไม่นานเราก็เห็นป้ายเหลืองๆ Hallo Dormtel อยู่ตรงหน้า เราก็จัดแจง Check in เรียบร้อย
เราจอง Double Room ไว้ ด้วยราคา 1,299.- อยู่ในช่วง High Season พอดี ราคาเลยโดดขนาดนี้ >_<
 
แว๊บแรกที่เห็นห้อง..
สะอาด โล่ง ไม่มีกลิ่นอับ การจัดวางเฟอร์ลงตัวดี เสียดายที่ทีวีเล็กไปนิดนึง
ห้องน้ำไม่ได้ถ่ายรูปมาคะ แต่แยกระหว่างห้องชาวเวอร์ และสุขาจ้า ปล. ที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นนะคะ แต่ฝักบัวใหญ่สะจาย
 
 
อาหารเช้า..
ข้าวเหนียวหมูปิ้ง พร้อมชา กาแฟ หนมปัง
 
ที่ล็อบบี้นอกจากจะมีชา กาแฟบริการแล้ว ยังเป็นร้านขายของจุ๊กจิ๊ก ดุ๊กดิ๊ก สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่วางอยู่ในร้าน และในห้องพักก็ขายด้วยนะคะ
 
อ่อ อีกอย่างนึงที่โดนใจเรา ก็คือ ที่นี่มีจักรยานให้ยืมด้วย ห้องละ 1 คัน ..
ฮึบ ฮึบ .. ปั่นไปปากซอย..เปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อยจ้า
หลังอาหารเช้า เราเดินย้อนกลับไปที่นิมมานฯ ซอย 3 เพื่อไปลอง กาแฟของบาริสต้าระดับ 6 ของโลก
เรารู้มาว่าบาริสต้าคนนี้มีพื้นฐานการทำกาแฟมาจากออสเตรเลีย เราเลยอยากมาลองซะหน่อย
 
Doppio Ristretto
ในร้านตกแต่งเรียบง่าย แต่ดูเท่ด้วยปูนเปลือยและแบล็คบอร์ดที่เขียนเล่าเรื่องกาแฟ และเมนูคะ
เมนูที่สั่ง.. Ice Moccha & Flat White Ristretto Blend (มี Single Origin อื่นๆ ด้วยคะ แต่ไม่สั่ง)
 
 
ไม่ผิดหวังคะ Ice Moccha รสชาติดี มีรสช็อกโกแลตเข้มข้น แต่ก็ยังได้กลิ่นหอมของกาแฟอยู่ ไม่หวานไป
ส่วน Flat White Ristretto Blend เราประทับใจกับลาเต้อาร์ต บาริสต้ามายืนเทที่โต๊ะให้เห็นๆ กันเลย (แอบเห็นบับเบิ้ลที่โฟมหน่อยนึง และนมเย็นไปนิด) และเราก็เฉยๆ กับ Ristretto Blend ซึ่งไม่ถูกปากเราเท่าไรจร้า แต่เชื่อว่าต่อไปทางร้านจะเบลนด์กาแฟตัวใหม่ๆ ออกมาอีกนะคะ จะได้ไปชิมอีก
 
เสร็จสิ้นภาระกิจช่วงเช้าตรู่ สายๆ เราจะไปเดินเล่น กินหนมที่อื่นกันต่อจร้า
 
 

B O X I N G D A Y 2012

posted on 16 Jan 2013 14:35 by sevendayz in big-SYDNEY-life directory Lifestyle, Travel, Diary
นี่ก็ผ่านปีใหม่มาครึ่งเดือนแล้วเนอะ เร็วมากๆ เลย แต่คิดว่ายังไม่สายเท่าไร
ถ้าจะเล่าประสบการณ์ในช่วงคริสมาสต์ของซิดนีย์ให้ฟัง เรื่องมันมีอยู่ว่า...
 
หลังจากวันคริสมาสต์ 1 วัน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า แบรนด์เนมของที่นี่จะมีการ S-A-L-E ของทั้งหมด
ถ้าเปรียบเหมือนที่บ้านเราก็อาจจะเป็น MIDNIGHT SALE แต่จะต่างกันคือ ห้างบ้านเรานั้น จะลดกันทุกสิ้นเดือน หรือเนื่องในโอกาสพิเศษอะไร ก็จะลดราคา เอะอะอะไรก็ลดมันทั้งปี จึงดูเหมือนไม่พิเศษอะไร 
แต่ที่ซิดนีย์นั้นต่างออกไปคะ เพราะปกติห้างร้านที่นี่จะไม่มีการลดราคาใดๆ มากเป็นพิเศษ อย่างหรูหน่อยก็ 20%
ดังนั้นมหกรรม S-A-L-E ครั้งนี้จึงเป็นที่รอคอยของชาวซิดนีย์ รวมไปถึงส่วนเล็กๆ อย่างเราด้วย ฮ่าฮ่า
 
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี ห้างสรรพสินค้าของที่นี่จะมีการติดป้ายบอกคุณลูกค้าที่เคารพทั้งหลายว่า เราจะเปิดเร็ว และปิดช้ากว่าปกตินะจ๊ะ และในวันคริสมาสต์เราจะให้พนักงานเราอยู่กับครอบครัว ดังนั้นวันที่ 25 ธันวาคม คุณลูกค้าควรจะพักผ่อนอยู่บ้าน และเตรียมฟิตร่างกายเพื่อมาจับจ่ายในวันรุ่งขึ้น..
วัน B O X I N G  D AY หรือวันแกะกล่องของขวัญนั่นเอง
 
เราก็ดูเวลาเปิดปิดของห้างมาก่อนล่วงหน้าเช่นกัน แต่แอบตกใจตรงที่วันที่ 26 ... OPEN 05.00 am..
โอ้ว.. ในใจคิดว่าเราจะต้องออกไปตั้งแต่ห้างเปิดเลยดีมั้ยนะ O_o
 
เพราะก่อนนอนคืนนั้น คุณสามีได้ให้ Pocket Money 400 ​AUD เป็นของขวัญวันปีใหม่ล่วงหน้า Wink (ซึ้งมากก)
เราก็ไม่รอช้า เปิดเว็บของห้างดังทั้ง 3 ห้าง เพื่อทำการบ้านก่อนที่จะไปแย่งชิง เอ้ย! ช้อปปิ้ง
ทั้งสามห้างที่ว่า ได้แก่...
 
 
 
 
หลังจากที่ทำการบ้านช้อปปิ้งอย่างหนัก ตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตีสาม (เอาจริงมากกก 55) ก็ได้ Wishlist มาสองอย่าง (ดูมาตั้งนานได้แค่สองอย่าง -_-'') นั่นก็คือกระเป๋า Coach sale 30%/ Paul Smith 50% แต่กว่าจะได้นอนตั้งตีสามแล้ว .. จะเอาแรงที่ไหนตื่นไปบ้าช้อปปิ้งตอนตีห้า แค่คิดก็เหนื่อยแระ
 
แต้น แต๊นนน .. 26.12.12 >> 10.00 am คือเวลาที่ออกจากบ้านไปลงสนามช้อปปิ้ง
วันนั้นอากาศสบายๆ แดดกำลังดี ผู้คนพลุกพล่านและหนาตามากทีเดียว และทุกคนมุ่งตรงไปที่ห้างงงงง
 
ลืมบอกไปว่าห้างสรรพสินค้าทั้งสามห้างนี้อยู่ตั้งอยู่ติดกัน มีทางเชื่อมไปแต่ห้าง เหมือนย่านสยามบ้านเรา
แต่ขนาดและความไฮโซยังห่างไกลกันอีกมาก ห้างที่นี่ตกแต่งธรรมดา เรียกได้ว่าหาบูธขายของที่ดิสเพลย์สวยๆ เหมือนบ้านเรานั้นยากเต็มที
วันนี้ทุกร้านพร้อมใจกันติดหน้าร้านด้วยตัวอักษรสีแดง น่าดึงดูด ว่า  S A L E
 
 
อย่างที่บอกไปว่าของที่เราเล็งไว้คือแบรนด์ Coach & Paul Smith ทั้งสองแบรนด์นี้อยู่ที่ David Jones ซึ่งห้างนี้จะแบ่งเป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งผู้หญิง และผู้ชาย.. ซึ่งแน่นอนว่า Paul smith อยู่ฝั่งผู้ชาย เราจึงไม่รอช้าเดินดุ่มๆ ไปทันที เราตกตกใจกับคนมหาศาลที่รุมของลดราคากัน ประมาณเหมือนว่าแจกฟรี คนต้องต่อแถวขึ้นบันไดเลื่อน และมีการ์ดกั้นให้คนหยุดเป็นระยะๆ
 
 
Paul Smith ของเราอยู่ชั้นหนึ่ง ซึ่งใจชื้นขึ้นมากเมื่อเห็นว่าคนมุงไม่เยอะ แต่พอไปดูที่ตู้โชว์
กรี๊ดดดด..ของเหลือน้อยมาก
เราไม่รอช้า รีบตรวจความเรียบร้อยของกระเป๋าตังค์ที่เล็งไว้ และจ่ายตังค์ทันที
ถ้าจับเวลาแล้วก็ไม่ถึง 5 นาที เป็นการซื้อของแบรนด์เนมที่เร็วที่สุดในชีวิตก็ว่าได้
 
จากนั้นก็พาคุณสามีไปซื้อเสื้อผ้าที่ชั้นสอง รอขึ้นบันไดเลื่อนเกือบ 5 นาทีได้ รอขึ้นบันไดเลื่อนไม่เท่าไร รอเข้าคิวจ่ายเงินนี่จิ แถวยาวหายห่วง
 
หลังจากที่คุณสามีได้เสื้อผ้าตามที่ต้องการแล้ว เราได้เดินข้ามทางเชื่อมไปฝั่งผู้หญิงต่อ 
แต่ระหว่างที่กำลังจะข้ามไปนั้น สายตาก็เหลือบไปมองเห็น Gucci และ Swarovski ถึงกับยืนอึ้งอยู่นาทีนึง
คิดในใจว่า..สองช้อปนั้นมีอะไรดีที่เราไม่รู้กันนะ ดูแถวดิ.....ยาววววววเชียว
คิดอยู่สองจิต สองใจว่าจะลองลงไปต่อแถวดีมั้ยน้า.. ทันใดนั้นคุณสามีเดินมาคว้าแขนไปเหมือนรู้ใจ Y_Y
แล้วเราก็ต้องเดินไปทางเดิม ไปหา Coach ที่เล็งไว้
 
 
ไปถึงช้อป Coach ก็ต้องตะลึงกับหญิงสาวหลากหลายวัยและสัญชาติ กับพนักงานหน้าบูด
รุ่นที่เราเล็งไว้ได้ขายหมดไปแล้ว แต่ก็มีรุ่นที่เลือกไว้ลำดับที่สอง เราเลยต่อแถวเพื่อทำการซื้อ
ดูแถวเหมือนจะไม่ยาว แต่กว่าจะได้ของเรายืนเกือบ 50 นาที แล้วแถมเรายืนใกล้แขก โอ้วววว
เป็น 50 นาที ที่ทรมานมากกก ตอนนั้นอยากได้ยาดมอะไรก็ได้ซักหลอด เฮ้ออออ.. เหม็นแขก -..-'
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เวลากว่า 4 ชั่วโมงสำหรับการช้อปปิ้งในวันนี้ เป็นอะไรที่สนุก และแตกต่างจากการช้อปปิ้งที่เคยได้ทำมา
ถือเป็นประสบการณ์หนึ่งที่อยากจะทำอีกถ้ามีโอกาส 55
 
จากวันนี้ไป.. BOXING DAY ของเราคงจะไม่เหมือนความหมายเดิมของมัน
เพราะเราจะเข้าใจ BOXING DAY ว่าเป็นการขึ้นสังเวียนของเหล่านักช้อปจะดีกว่า 555
 
 
สรุปค่าเสียหายของสองคน
- Coach Cross body 245 171 AUD
- Paul Smith Swirl Wallet x 2 596 248 AUD
- Rip Curl Cap 19 AUD
- Industrie Jeans, Shirt & Short 195 125 AUD
Total 563 AUD
 
งานนี้ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีที่สนับสนุนการช้อปด้วยนะคะ มีตังค์เหลือไว้กินหนมด้วยล่ะ..จุ๊บ จุ๊บ WinkWink
 
 
 

Quack Quack..@ Darling Harbour

posted on 09 Jan 2013 11:56 by sevendayz in big-SYDNEY-life directory Lifestyle, Travel, Diary
สวัสดีค่ะ ห่างหายจากบล๊อกไปหลายเดือนเลย กลับไทยมาค่ะ
ถ่ายรูปสำหรับเขียนเอนทรีไว้เยอะเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อนดี
คิดแล้วก็เอาสิ่งที่กำลังมาสถิตอยู่ที่ซิดนีย์ก่อนเลยแล้วกันเนอะ
 
 
หลังจากมีการเฉลิมฉลองอย่างอลังการของการจุดพลุต้อนรับปีใหม่ทั่วเมืองซิดนีย์แล้ว
ในเดือนมกราคมนี้ ยังมีงาน Sydney Festival 2013 ตลอดทั้งเดือน เพื่อร่วมฉลองวันชาติออสเตรเลียอีกด้วยคะ
เรียกได้ว่า คนออสซี่ ฉลองยาววววววว
 
Sydney Festival 2013 ที่ว่านี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-27 มกราคม 2013 เป็นเวลากว่า 20 วัน ที่ซิดนีย์จะมีกิจกรรมต่อเนี่องให้ได้แปลกใจ ได้สนุกในแบบฉบับของซิดนีย์ ไม่ว่าจะเป็นเตะฟุตซอลกลางอ่าวดาร์ลิ่ง เทศกาลหนังนกฮูกที่ Darling Quarter เทศกาลดนดรี โชว์ศิลปะอีกนับไม่ถ้วน แต่ที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบมากของ จขกท
ก็คือ
น้องเป็ดยาง (Rubber Duck) ขนาดใหญ่กว่า 15 เมตร ว่ายน้ำมาสร้างสีสันที่ Darling Harbour ซึ่งตอนนี้ก็เปรียบเหมือน อ่างอาบน้ำใหญ่ยักษ์ไปเลย
 
 
เราเองเคยเห็นเจ้าเป็ดนี้ จากรูปในอินเตอร์เน็ต ครั้งแรกที่เห็นคิดว่าเป็นภาพรีทัช แต่หลังๆ เห็นบ่อยเข้า ก็เอ๊ะ! มันต้องเป็นของจริงแน่ล่ะ กรี๊ดๆ เลย เราเคยเห็นแต่ตัวเล็กๆ ลอยในอ่างน้ำ หรือเป็นของสะสมของใครหลายคน ไม่คิดว่ามันจะมีคนทำให้มันใหญ่ยักษ์ขึ้นมาได้ และด้วยความอยากรู้อยากเจอบ้าง ก็พอจะมีข้อมูลของเจ้าเป็ดนี้อยู่เล็กน้อยคะ...
 
Florentijn Hofman ศิลปินชาวเนเธอแลนด์ ได้สร้างสรรค์เรื่องราวของ เป็ดยางขนาดใหญ่ยักษ์ ผ่านสายตาคนทั่วโลกมาตั้งแต่ 2007 เจ้าเป็ดยางนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่เรารู้จักกันดีมาตั้งแต่เด็ก Hofman ยังบอกอีกว่า "เป็ดยางนี้ไม่มีขอบเขต พรมแดนใดๆ ไม่มีความหมายแฝงทางการเมือง มันเป็นมิตรกับคนทุกเพศ ทุกวัย"..
 
 
Rubber Duck ไปเที่ยวมาทั่วโลกแล้ว ก็อย่างที่บอกไปว่าเข้าสู่ปีที่ 6 ของการเดินทางของมันแล้ว แน่ล่ะ ว่ามันต้องได้เที่ยวมากกว่าคนอย่างเราๆ เสียอีก ตั้งแต่ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เนเธอแลนด์ บราซิล เบลเยี่ยม และรวมถึงซิดนีย์ ที่ที่เราอยู่ปัจจุบันนี้ด้วย พอเรารู้ข่าวมาว่ามันจะมาซิดนีย์ช่วงต้นปี เราก็ตั้งตารอเลย
เพราะเพื่อนที่อยู่มาก่อนก็บอกว่าปีที่แล้ว มันก็มาลอยอยู่เกือบเดือน พอถึงวันเสาร์ที่ 5 ที่ผ่านมา เราก็ไม่รอช้าที่จะชักภาพเป็ดยักษ์ทันที
 
ไม่รู้ว่าด้วยความเห่อ หรือความชอบของคนกันแน่ ที่ทำให้วันนั้นคนซิดนีย์มากมายไปรอต้อนรับเป็ดยางกันอย่างหนาตา
 
 
หรือจะป็นจริงอย่างที่ Hofman ว่าไว้ เวลาเราเห็นเป็ดยางนี้ลอยน้ำ มันจะทำให้เราผ่อนคลายจากความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี มันมีความหมายแฝงของความเป็นครอบครัว ความอบอุ่นลึกๆ แว้บนึงที่เรามองไปที่เจ้าเป็ดยาง เราก็แอบคิดถึงบ้านขึ้นมาซะนี่ ^^'
 
 
 
สำหรับคนที่อยากเจอ Rubber Duck ตัวนี้ ตามไปดูได้ที่ฝรั่งเศส ต่อด้วยญี่ปุ่นเลยนะคะ
ไม่แน่ใจว่าปีหน้าเจ้าเป็ดยางนี่จะมาซิดนีย์อีกรึป่าว แต่ยังไงก็อยากเจออีกนะ  
 
..Quack Quack!!..